เมื่อสายหมอกมาบดบังการสู้รบให้เลือนหายจากดินปืนกลับมาเป็นกลิ่นหอมหวนของมวลพฤกษาจากสายเลือดที่โลมไหลเป็นสายธารโยงใยป่าจากเถ้าธุลีที่ดับดิ้นผลิดอกไม้อันแสนงามเสียงร้องไห้...เสียงโห่ร้อง...เมื่อเหือดไปกลับเป็นเสียงลมบรรเลงเสียงน้ำไหลไม่รู้จบทุกโมงยามดังเพลงไพรขับกล่อมผู้ล่วงลับให้นิทราอย่างเป็นสุขตราบ...แสนนาน

เสียงปืนนัดสุดท้ายได้เงียบหายไปราวยี่สิบกว่าปีปัจจุบันเสียงที่ได้ยินคือเสียงหัวร่อต่อกระซิบของนักท่องเที่ยวทั่วไปที่คนแล้วคนเล่าได้ฝากรอยเท้าและความทรงจำไว้บนภูหินร่องกล้าสิ่งที่ได้นำกลับไปคือเรื่องราวในอดีตที่น้อมรำลึกถึงดวงวิญญาณของผู้กล้าที่ได้จากไปทุกคนกับธรรมชาติแสนสวยที่อยู่ในภาพถ่ายบางคนอาจไม่ได้ขึ้นมาเพียงครั้งเดียวแต่มีมากมายหลายคนที่ได้หวลขึ้นมากันครั้งแล้วครั้งเล่าคงบอกไม่ได้เท่ากับการสัมผัสแล้วจะรับรู้ว่าที่นี่คือดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่เปรียบเสมือนได้รับรู้เรื่องราวทั้งสายน้ำทั้งป่าเขากับดอกไม้อันแสนงามที่กว่าจะมีสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ชีวิตมนุษย์ได้ทับถมบริเวณแห่งนี้มามากแล้ว

โลกที่สามณ...จุดนี้... คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งการต่อสู้ชัยชนะความเจ็บปวดและความตายผสมผสานกับความงดงามความเยือกเย็นและความนุ่มนวลของธรรมชาติซึ่งทั้งหมดคือเรื่องราวของเส้นทางสู่โลกที่สาม...

 

ต้นสิงหาดูจะป็นความเหมาะสมหากจะเข้ามาค้นหามิติแห่งความพิศวงเพราะในเวลาเช่นนี้สายหมอกฝนจะปกคลุมไปทั่วมันทำให้บางเวลามืดสลัวจนเพื่อนเดินทางด้วยกันหลุดหายเข้าไปอาจหากันไม่พบหากหมอกลงทึบมากคงต้องใช้วิธีกู่เรียกหา

เมื่อเข้าไปแล้วจะเดินวนซ้ายหรือขวาก่อนก็ได้แต่ถ้าจะเข้าเรื่องราวอันสำคัญควรเดินไปทางด้านซ้ายสู่ลานหินอเนกประสงค์ที่มีน้ำใสเจิ่งนองตามหลุมเล็กและใหญ่ทั้งนี้คงเป็นสายฝนช่วยเติมให้ล้นอยู่ตลอดลานหินเหล่านี้ถูกตบแต่งด้วยพรรณไม้ที่พากันผลัดเปลี่ยนชูช่ออร่ามเป็นวัฏจักรที่ไม่ให้ความงามของแต่ละเดือนหมดไปในช่วงฝนเดือนนี้ดอกไม้สีแดงคือดอกเทียนจะทักทายตั้งแต่หน้าประตูตามด้วยเปราะภูสีขาวที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่มากส่วนเอ้นอ้าสีชมพูรับหน้าที่ขึ้นมาทดแทนมันพากันปลิวไสวไปตามแรงลมดังเหมือนจะกวักมือทักทายถัดไปคืออนุสรณ์ประวัติศาสตร์หรือแท่นปืนกลที่เอาไว้ยิงเครื่องบินของฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาโจมตีจะพบเห็นรอยกระสุนปืนกลอากาศจากเครื่องบินเจาะเป็นรูคงอยู่ไม่นานเพราะกลิ่นควันกระสุนกับเสียงปืนยังก้องมันผสานกับเสียงแห่งความตายที่สัมผัสอยู่ใกล้ๆคนที่เข้าถึงเรื่องราวของการสู้รบหรือผู้สูญเสียญาติมิตรอาจแอบเช็ดน้ำตาแล้วรีบผละไป

ผ่านจากลานโล่งเข้าสู่บริเวณทางเดินแคบๆที่มีแมกไม้เรียงรายไปตามทางเดินกับโขดหินใหญ่ที่วางราวกับซ้อนกันเหมือนกับมือของมนุษย์เป็นผู้จับวางหากเดินขึ้นไปตามโขดหินด้านบนจะเต็มไปด้วยมอสเฟิร์นที่เขียวขจีมีสีเหลืองของดอกไม้เล็กคือสังหินที่เติมแต่งกับฟองหินและไลเคนบนโขดหินแห่งนี้คือสวรรค์ของมวลไม้ที่ธรรมชาติมอบให้

กับทางเดินแคบๆสู่สำนักอำนาจรัฐเวลานี้สายหมอกกลับช่วยบีบกระชับทำให้เดินเข้าไปเหมือนกับทะลุไปยังอีกมิติหนึ่งทางด้านขวามือก่อนถึงอำนาจรัฐหากเหลียวหลังกลับมามองจะพบเห็นหน้าผาบีโกเนียอันยิ่งใหญ่ในเดือนที่กล่าวถึงนี้แหล่ะพรรณไม้บีโกเนียที่สวยงามยิ่งจะพร้อมใจกันผลิใบผลิดอกพากันแข่งอวดโฉมงดงามยิ่งนักเต็มทั่วหน้าผา

สำนักอำนาจรัฐจะถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ซึ่งเหมาะสมกับการอำพรางจากการถูกค้นพบทางอากาศสถานที่นี้ผกค.จะใช้ดำเนินการทางด้านทหารกับการปกครองมวลชนภายในสำนักจะมีบ้านไม้อยู่กันเป็นกลุ่มมีโรงอาหารโรงทอผ้ากับสถานที่อบรมหรือคุกสำหรับผู้กระทำความผิดปัจจุบันบ้านเหล่านี้จะเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลายิ่งเข้ามาเที่ยวชมในยามบรรยากาศวังเวงยิ่งเพิ่มมนต์ขลังทำให้หนาวเย็นเยือกขึ้นทันที
 

ย้อนออกมาไม่ไกลกันจะเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศที่มีขนาดพอเหมาะกับการหลบภัยได้เป็นอย่างดีกลับออกมาที่ลานอเนกประสงค์อีกครั้งที่ลานกว้างใหญ่แห่งนี้อดีตเคยเป็นเวทีการแสดงกลางแจ้งที่เป็นศูนย์รวมมวลชนของผกค.และเป็นที่เฉลิมฉลองเมื่อมีงานเทศกาลหรือกรณีพิเศษต่างๆ

กับลานหินแถวนี้จะพบกับซันแครกซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่บอกให้รู้ว่าในอดีตเคยเป็นสภาพที่อยู่ใต้ท้องน้ำและทำให้เกิดเป็นหินทรายซ้อนกันเป็นชั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ความเยือกเย็นในเวลากลางคืนทำให้เกิดความแตกร้าวและฝนช่วยให้เกิดขบวนการสึกกร่อน

ในช่วงเวลาการเดินทางท่องเที่ยวชมทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติไปพร้อมๆกันหากมีตะวันสีแดงลอยเด่นอยู่กลางศีรษะคงต้องรีบกลับไวขึ้นแต่สายหมอกครึ้มในฤดูฝนช่วยให้การเดินชมยืดยาวยิ่งขึ้นและสายหมอกนี้แหล่ะช่วยสะท้อนภาพสิ่งต่างๆที่พบเห็นให้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำการเดินทางอ้อมเป็นวงกลมโดยมีจุดชื่นชมธรรมชาติต่างๆไม่ห่างไกลกันนัก

ส่วนทางด้านหน้าผาที่สูงที่สุดในด้านแถบนี้คงเป็นบริเวณผาชูธงในอดีตจะเป็นสถานที่ผกค.จะขึ้นไปชูธงรูปฆ้อนเคียวทุกครั้งเมื่อรบชนะทหารไทยหน้าผาสูงชันสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ไกลแสนไกลและเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์ในยามเย็นที่ตะวันลับขอบฟ้าไม้ใกล้ไม่ไกลจากผาเดียวกันจะเป็นบริเวณของลานหินปุ่มโดยเป็นลานหินที่ผุดขึ้นมาเป็นปุ่มกลมมนโผล่ขึ้นมาขนาดไล่เลี่ยและอยู่ตามหน้าผาซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนจากธรรมชาติในช่วงของการสู้รบบริเวณนี้ผกค.จะให้เป็นที่พักฟื้นคนไข้แต่ในปัจจุบันลานหินปุ่มแห่งนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมความมหัศจรรย์ทางด้านธรรมชาติหากมาฤดูเช่นนี้กันเมื่อขณะยลความสวยงามเหล่านี้เอื้องตาเหินที่ชูช่อไปทั่วลานหินปุ่มจะพากันขับกลิ่นหอมหวนชวนให้หอมหวานไปทั่วบริเวณและจะพบเห็นสายหมอกที่พากันก่อตัวอยู่ใต้หุบเขามันพากันลอยขึ้นมาปกคลุมบริเวณผาชูธงน้อยครั้งที่จะพากันปลิวลอยมายังบริเวณลานหินปุ่มทั้งที่อยู่ไม่ไกลกัน

ส่วนมากนักท่องเที่ยวหรือช่างภาพจะละลานหินปุ่มเมื่อตะวันจมหายไปแล้วจะไม่ค่อยรอดูแสงสุดท้ายหรือรอจังหวะชักดาวชักเดือนขึ้นฟ้าก่อนเพราะการเดินทางกลับไม่เหมือนกับบรรยากาศที่ท่องเที่ยวอื่นใดยิ่งเดินกลับคนเดียวด้วยแล้วน้อยคนจะกระทำกันกับทางเดินกลับก็ไม่ไกลแต่สิ่งสำคัญคือต้องเดินผ่านสุสานมันวังเวงและหวีดหวิวมันคือสุสานของทปท. ไม่ว่าจะเป็นใครที่นอนแผ่นดินกลบหน้าณที่แห่งนี้เมื่อเราเดินผ่านการหยุดคารวะต่อดวงวิญญาณของผู้จากไปสักนิดมันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเราผ่องใสและเดินทางกลับบ้านอย่างสุขใจ...
ในบริเวณอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าจะมีบ้านพักที่สวยงามพร้อมกับร้านอาหารหรือจะทำอาหารกินกันเองโดยทำการกางเต็นท์พักแรมก็ได้ซึ่งมีแนวสนกว้างใหญ่ในทำเลที่รถสามารถแล่นเข้าไปถึงที่พักการเดินทางท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปได้ตลอดทั้งปีทั้งนี้ความสวยงามของแต่ละเดือนไม่เหมือนกันไม่ว่าจะฤดูกาลไหนภูหินร่องกล้ามีความหนาวเย็นเสมอยิ่งฤดูหนาวด้วยแล้วที่นี่เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ถูกท้าทายความหนาวเย็นจากนักท่องเที่ยวทั่วไป...

 

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าอยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 500 กิโลเมตรโดยใช้เส้นทางจ.พิษณุโลกแล้วตามด้วยเส้นทางสายพิษณุโลก-หล่มสักเมื่อถึงทางแยกบ้านแยงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่อำเภอนครไทยหรือต่อรถสองแถวที่นี่เพื่อเดินทางต่อไปอีกประมาณ 28 กิโลเมตร