The A-Team
ถ้าจะมีหนังเรื่องไหนในช่วงนี้ที่สมองของคนดูไม่ต้องแบกรับความหนักอึ้งกับเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน อาศัยแต่เพียงอารมณ์ที่ปลดปล่อยไปกับความตื่นเต้นและถล่มทลายอันปรากฏขึ้นบนจอภาพยนตร์ นั่นก็ต้องเป็นหนังเรื่องนี้ The A-Team
The A-Team คือหนังแอ็คชั่นที่สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดูในการได้เห็นฉากอันตื่นตาตื่นใจจากเหล่าบรรดาตัวเอกที่เข้าถล่มกลุ่มวายร้ายได้อย่างราบรื่น อุปสรรคที่เกิดขึ้นทุกอย่างแทบจะเป็นสิ่งที่ไร้อุปสรรคโดยสิ้นเชิงเพราะความแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานของกลุ่มที่มีชื่อว่า A-Team ดังนั้นความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องราวการต่อสู้ที่ต้องคอยลุ้นหรือเอาใจช่วยให้ตัวเอกทั้งหลายเอาชนะอุปสรรคไปได้ดังเช่นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายบทสรุปตัวเอกก็ชนะวันยังค่ำ หากแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการตอบสนองอารม์คนดูให้บังเกิดความสะใจต่อความระห่ำและบ้าคลั่งของหน่วยรบพิเศษกลุ่มนี้
จากละครซีรีย์ทางโทรทัศน์ที่เคยฉายในปี 1983-1987 ทางช่อง NBC เป็นเวลาถึง 5 ซีซั่นส์ ผ่านไปยี่สิบกว่าปี The A-Team คืนชีพขึ้นมาใหม่ในเวอร์ชั่นจอเงิน พร้อมกับความยิ่งใหญ่ด้วยทุนสร้าง 110 ล้านเหรียญฯ และฉากอันเต็มไปด้วยความอลังการชวนตื่นตาตื่นใจ กอปรกับนักแสดงที่ล้วนเรียกความสนใจต่อคนดูได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เลียม นีลสัน (Taken) , ชาร์ลโต โคเพลย์ (District9), แบรดลีย์ คูเปอร์ (The Hangover) และนักศิลปะการต่อสู้ที่ผ่านบทบาทในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่องอย่าง ควินตัน แจ็คสัน
ในส่วนของเนื้อหาใน The A-Team ฉบับภาพยนตร์ เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐฯซึ่งมีสมาชิกในทีมฝีมือระดับพระกาฬ 4 คน ในปฏิบัติการต่างๆที่ A-Team ต้องรับภารกิจ ไม่เคยทำให้กองทัพต้องผิดหวัง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้หน่วย A-Team ต้องตกที่นั่งลำบาก จากหน่วยรบที่มีฝีมือที่สุด กลับกลายมาเป็นผู้ต้องหาที่ทางการสหรัฐฯประกาศว่ามีความผิด พวกเขาถูกจับขึ้นศาลทหารและพิพากษาลงโทษ แต่สิ่งที่สมาชิกในทีมทั้งหมดรู้ก็คือมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล พวกเขาพยายามที่จะดิ้นรนและต่อสู้อีกครั้งเพื่อหาหลักฐานที่จะแก้ต่างในความบริสุทธิ์ของพวกเขา ครั้งนี้หน่วย A-Team จะต้องต่อกรและถูกไล่ล่าจากหน่วยงานรัฐบาลของพวกเขาเอง
จุดเด่นของ The A-Team มีความชัดเจนในด้านของการนำเสนอฉากแอ็คชั่นสุดมันมากกว่าเนื้อเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรใหม่หรือสร้างความประหลาดใจให้กับคนดู ซึ่งในแง่นั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ อารมณ์ของหนังให้ความรู้สึกราวกับกำลังเล่นเกมแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยฉากวินาศสันตะโรอย่าง Call of Duty หรือไม่ก็ Just Cause 2 ถ้าวัดความคาดหวังของคนดูจากที่เห็นหน้าหนังของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งคงไม่พ้นความคาดหวังในแง่ของฉากลุยถล่มทลาย The A-Team เป็นหนังที่สามารถตอบสนองคนดูที่ต้องการอะไรแบบนั้นได้แน่นอน
แม้จะกล่าวได้ว่า The A-Team มีจุดที่โดดเด่นในเรื่องของฉากแอ็คชั่น ทว่าในส่วนของเรื่องราว ปมต่างๆก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่ไร้เหตุผลจนน่าเกลียด ความสมดุลระหว่างเนื้อเรื่องและความมันจากฉากแอ็คชั่นไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเหลื่อมล้ำจนเกินไป ปมที่เป็นเรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคมที่มีอยู่ในหนังอาจไม่ได้คลี่คลายอย่างหักมุมชนิดเกินความคาดหมาย แต่ก็ถือว่าทำได้อย่างลงตัว ไม่ถึงกับดีเลิศแต่ก็ไม่แย่ การขมวดเนื้อหาของหนังทำได้อย่างมีความกระชับและรวบรัด จากการเกริ่นนำที่มาที่ไป พื้นเพของหน่วย A-Team แต่เริ่มแรก จนมาถึงวินาทีที่พวกเขาต้องประสบกับวิกฤต เป็นสิ่งปราศจากความเยิ่นเย้อจนทำให้คนดูที่ไม่ชอบบทพูดอะไรมากนักต้องรู้สึกเบื่อ ภาพยนตร์ The A-Team แทบไม่ต้องทำให้คนดูที่อยากจะเห็นฉากแอ็คชั่นต้องรอนาน เพราะทั้งเรื่องมีสิ่งเหล่านั้นอยู่โดยตลอดไม่ขาดสาย
แต่เพียงแค่ฉากแอ็คชั่นดีๆ ภาพยนตร์เรื่องใดก็คงทำได้ ทว่าสิ่งที่สร้างความสนุกให้กับหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงต้องยกให้กับตัวละครทั้งสี่ในเรื่องซึ่งเป็นสมาชิกของหน่วยรบพิเศษ A-Team แต่ละตัวละครนั้นต่างมีบุคลิกที่โดดเด่นในตัวของตัวเอง พวกเขาอาจจะอยู่ในหน่วยเดียวกัน ตายแทนกันได้ เป็นเพื่อนซี้กันสุดๆ แต่ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของพวกเขานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ ‘ผู้พันฮานนิบาล สมิธ’ หัวหน้าของหน่วย ค่อนข้างที่จะสุขุม เป็นจอมแผนการที่เด็ดขาดและเฉียบคม ขณะเดียวกันในทีมก็ยังมีคนอย่าง ‘เมอร์ด็อค’ ทหารอากาศที่บ้าบิ่นและสติไม่ค่อยสมประกอบ คนอย่าง ‘บาราคัส’ จอมลุยและทหารอากาศที่เป็นโรคกลัวเครื่องบิน และสุดท้าย ‘เฟซแมน’ จารชนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและเสน่ห์ที่พร้อมจะหว่านให้แก่ผู้หญิงทุกคนบน
โลก
บุคลิกของตัวละครทั้งหมดดูแตกต่าง แต่เมื่อมารวมกันพวกเขากลับดูเข้าขากันได้อย่างไร้ที่ติ ความแตกต่างของแต่ละคนนั้นเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มให้ภาพยนตร์มีสีสันขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะตัวละครอย่างเมอร์ด็อคที่เต็มไปด้วยลูกบ้า ในแต่ละฉากที่เมอร์ด็อคต้องทำให้บาราคัสต้องพบกับประสบการณ์อันเลวร้ายจากการบินที่มากเกินกว่าที่จะเรียกว่าผาดโผนเป็นสิ่งที่สร้างความผ่อนคลายให้คนดูได้เสมอหลังจากที่ต้องเหนื่อยจากฉากแอ็คชั่นหนักๆ
บทบาทของสมาชิกใน A-Team เลือกตัวแสดงแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมจนถ้าหากมีภาคใหม่และเปลี่ยนตัวแสดงต่างไปจากเดิม คงทำให้เสียความรู้สึกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ นักแสดงอย่างเลียม นีลสัน เป็นดาราที่เคยผ่านหนังมาหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น แอ็คชั่น ดราม่า หรือประวัติศาสตร์ แต่เขาก็ไม่ใช่ดาราแอ็คชั่นแบบ บรูซ วิลลิส อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ แฮริสัน ฟอร์ด มากกว่า ทว่าฟอร์ดก็ไม่มีทางที่จะเหมาะสมกับบทของผู้พันฮานนิบาล สมิธ ได้เท่ากับเลียม นีลสัน เพราะนี่คือบทที่ต้องเป็นเลียม นีลสัน เท่านั้น ผู้พันสมิธจึงจะดูแข็งแกร่งอย่างทหารที่คร่ำหวอดในภารกิจเสี่ยงตาย และดูเก๋าร้ายกาจเมื่อคาบซิการ์ไว้ในปาก
ขณะที่ชาร์ลโต โคเพลย์ กับจมูกใหญ่ๆและบุคลิกที่ดูเหมือนคนบ้าๆบอๆของเขาซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับการรับบทเมอร์ด็อค และดูเหมือนถ้าเปลี่ยนนักแสดงไปเป็น โอเวน วิลสัน ซึ่งค่อนข้างมีบุคลิกคล้ายๆกันก็อาจจะได้ แต่ก็คงจะทำให้ภาพลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ดูเป็นหนังตลกมากเกินไป เช่นเดียวกับที่ ทอม ครูซ หรือ แบรด พิตต์ ก็ไม่อาจจะมาแทนที่แบรดลีย์ คูเปอร์ ในบทบาทของเฟซแมนได้ เพราะจะกลายเป็นว่าเฟซแมนนั้นมีความเป็นพระเอกอยู่มากเกินไป
ผมไม่เคยดู The A-Team ในเวอร์ชั่นซีรีย์ จึงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบได้ หรือแม้แต่จะแสดงความผิดหวังหรือสมหวังในแง่ของการเคารพต้นฉบับ
แต่สิ่งที่พอจะบอกได้ในฐานะของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง The A-Team เป็นภาพยนตร์ที่สนุก เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนและให้ความบันเทิงอย่างเต็มที่ เท่าที่จะคาดหวังได้จากภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น.
| < Prev | Next > |
|---|



