Monday, 19 July 2010 14:54
The Red Violin
ชะตากรรมข้ามศตวรรษ
ในปี 1999 มีภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 3 เรื่อง จาก 3 เวที แต่ละเรื่องล้วนเป็นหนังที่ถึงตอนนี้หลายคนต่างรู้จักกันดี บนเวที Golden Globe หนังที่ได้รางวัลนี้ไปคือ The Legend of 1900 ขณะที่ BAFTA Award คือภาพยนตร์เรื่อง American Beauty แต่แน่นอนว่าดนตรีจากภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่จดจำได้มากที่สุดมาจากหนังเรื่อง The Red Violin โดยชนะรางวัลนี้จาก Academy Award ด้วยท่วงทำนองของดนตรีที่ให้อารมณ์ชวนตื่นเต้นหลงใหล ลีลาที่รุกเร้าของเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน มนต์ขลังของดนตรีคลาสสิกโดยฝีมือนักประพันธ์ฝีมือฉกาจเจ้าของรางวัล BAFTA Anthony Asquith Award ในปี 1986 จากภาพยนตร์ที่ Al Pachino แสดงนำเรื่อง Revolution และล่าสุดรางวัลจาก Grammy Award เมื่อปี 2009 จากอัลบั้ม Mr. Tambourine Man: Seven Poems of Bob Dylan แม้ว่าภาพยนตร์ The Red Violin จะถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามจากมุมมองของกล้อง แต่มันจะไม่วิจิตรไปกว่านั้นเมื่อปราศจากเสียงดนตรีประกอบที่อบอวลฟุ้งอยู่ตลอดระยะเวลา ซึ่งหลายฉากที่เสียงดนตรีประกอบได้ขโมยความเด่นจากเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ไป และบางครั้งก็ถึงกับสร้างความสับสนนิดๆเมื่อดนตรีประกอบที่ถูกใส่เข้าไปมากเกินไปจนแยกแยะไม่ออกว่าเสียงดนตรีในภาพยนตร์คือเสียงที่เป็นเพียงดนตรีประกอบหรือเป็นเสียงดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ทว่าโดยรวมแล้วหน้าที่ในการสร้างอารมณ์ให้กับหนังของดนตรีประกอบนั้นก็เป็นไปได้อย่างสอดคล้องยอดเยี่ยม

อินโทรของภาพยนตร์ The Red Violin จู่โจมขึ้นมาด้วยเสียงดนตรีที่ดูเศร้าอย่างรันทด ไวโอลินที่กรีดร้องออกมาฟังแล้วรู้สึกปวดร้าวจนขนลุก ราวกับเป็นการเตือนว่าชั่วไม่กี่อึดใจของภาพยนตร์จะเกิดโศกนาฏกรรมอันร้ายแรงขึ้น และไม่นานการเตือนนั้นก็ปรากฏชัดว่าเป็นจริงดังว่า
The Red Violin เล่าเรื่องด้วยไทม์ไลน์ถึง 5 ช่วงสมัย โดยเรื่องราวดำเนินผ่านไวโอลินเพียง 1 ตัว จากช่วงสมัยหนึ่งสู่อีกสมัยหนึ่ง ภาพยนตร์ได้เริ่มต้นโดยใช้เมืองเครโมนาในอิตาลีเป็นปฐมบทแห่งเรื่องราว และคงจะไม่มีเมืองใดที่จะเหมาะไปกว่าเครโมนาอีกแล้ว เพราะที่นี่คือสถานที่อันโด่งดังที่สุดในโลกด้านการสร้างสรรค์ไวโอลิน และช่างทำไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่เช่น Antonio Stradivari ก็เคยสถิตย์ยัง ณ ที่แห่งนั้น จุดกำเนิดของ The Red Violin ดำเนินเรื่องช่วงแรกในปี 1681 ซึ่งเป็นช่วงที่ Antonio Stradivari ยังมีชีวิตอยู่ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับเขา เว้นแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้คือแรงบัลดาลใจที่ส่วนหนึ่งได้มาจากไวโอลินของ Stradivari ที่ชื่อว่า The Red Mendelssohn ภาพยนตร์เรื่อง The Red Violin เป็นเรื่องราวของช่างทำไวโอลินอีกคนหนึ่งซึ่งประสบกับเหตุการณ์ที่แสนสะเทือนใจ ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้เสียชีวิตและพร้อมกับลูกคนแรกของเขา ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นทำให้เขาสร้างไวโอลินขึ้นมา 1 ตัว เป็นไวโอลินที่แตกต่างไปกว่าตัวอื่นๆด้วยสีแดงฉานของมัน ผู้ที่ได้ครอบครองและบรรเลงเพลงด้วยไวโอลินตัวนี้ต่างต้องพากันหลงเสน่ห์อย่างดื่มด่ำ ไวโอลินซึ่งสร้างจากช่างไวโอลินผู้อาภัพ มีชื่อที่เรียกขานกันว่า ‘The Red Violin’ หรือ ‘ไวโอลินสีเลือด’
ย้อนกลับไปยังช่วงที่ภรรยาของช่างไวโอลินกำลังตั้งครรภ์ และเธอเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ก่อนที่เคราะห์ร้ายจะเข้ามาเยือนและพรากเธอและลูกไปจากโลกนี้ เชสก้า หญิงชราชาวยิปซีซึ่งเป็นสาวใช้ของเธอได้เคยทำนายชะตาชีวิตของภรรยาช่างไวโอลินไว้ ด้วยไพ่ทาโรต์ 5 ใบที่ถูกเลือกกลายเป็นโชคชะตาที่ผันผวน แต่ละใบของไพ่คือชะตากรรมของภรรยาช่างไวโอลินในแต่ละช่วงสมัย สำหรับใบแรก The Moon ได้ทำหน้าที่ในช่วงสมัยของมันแล้วมีเพียงความลึกลับอันน่าพิศวงเท่านั้นที่รู้ ไวโอลินสีเลือดตัวนั้นราวกับเป็นการเกิดใหม่ของภรรยาช่างทำไวโอลิน ประหนึ่งว่าจิตวิญญาณทั้งหมดของเธอถูกถ่ายทอดลงไปในเครื่องดนตรีชิ้นนั้นทั้งหมด แม้มันอาจจะไม่มีชีวิตจิตใจของเธอหลงเหลือ แต่ก็กล่าวได้ว่าไวโอลินสีเลือดมีความเป็นตัวตนของเธอในนั้นอย่างฝังลึก คำทำนายจากเชสก้าสาวใช้ค่อยๆแสดงผลของมันอย่างใจเย็น ใบที่ 2 The Hanged Man กับชีวิตบทใหม่ในกรุงเวียนนา ปี 1793 สัมพันธ์ของเธอถูกสานเข้ากับเด็กชายกำพร้าที่มีฝีมือสีไวโอลินเป็นเลิศ แต่ด้วยความสัมพันธ์นั้นเป็นอันต้องจบลงอีกครั้งด้วยโศกนาฏกรรม
ไพ่ทำงานของมันอีกครั้งในปี 1890 ณ อ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ไพ่ The Devil ซึ่งทำให้เธอต้องพบกับนักไวโอลินหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เธออยู่กับเขาได้พักใหญ่ๆก่อนที่เรื่องจะจบลงด้วยความเศร้าอีกครั้ง เวลาผ่านพ้นไปข้ามศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า ไวโอลินสีเลือดได้ข้ามทะเลสู่ดินแดนหนึ่งสู่อีกดินแดนหนึ่ง ในปี 1960 เธอได้เดินทางมาถึงเซียงไฮ ประเทศจีน พร้อมกับการเผชิญวิกฤตการณ์ที่ท้าทาย ไพ่ใบที่ 4 Justice กำลังทำให้เธอตกที่นั่งลำบาก วัฒนธรรมกำลังถูกปฏิวัติโดยพรรคคอมมูนิสต์จีน อันตรายกำลังมาถึงตัวเธอ จนกระทั่งทุกอย่างผ่านพ้นไปได้อย่างน่าใจหาย เป็นอีกครั้งที่เธอต้องเดินทางต่อไป
ราวกับคำสาปที่ผู้ครอบครองไวโอลินสีเลือดมักประสบกับเคราะห์ร้าย แต่กระนั้นตัวเธอก็ยังคงเป็นที่ปรารถนาของผู้ที่ได้สัมผัสเธอเสมอมา ไพ่ใบสุดท้าย Death คำทำนายที่กำลังแสดงผลแห่งปัจฉิมบทของไวโอลินสีเลือด การเดินทางของเธอมาสู่ปี 1997 ในมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ภายใต้การประมูลที่เธอเสมือนเป็นราชินีผู้เลอโฉมซึ่งใครๆต่างหวังไขว่คว้าในครอบครอง ชาร์ล มอร์ริทซ์ หนึ่งในชายซึ่งต้องการตัวเธอเช่นเดียวกับคนอื่นๆซึ่งในทางใดทางหนึ่งต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอ ผู้คนซึ่งกำลังแย่งชิงตัวเธอด้วยตัวเลขอันมหาศาล ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างมอร์ริทซ์ โอกาสเดียวที่เขาจะเป็นผู้ครอบครองไวโอลินสีเลือดคือการใช้เล่ห์กระเท่
การประมูลสิ้นสุดลงพร้อมกับการหลบหนีออกมาของมอร์ริทซ์ ในเสี้ยวเวลาหนึ่งเขาอาจจะกลายเป็นชายเคราะห์ร้ายอีกคนที่เธอจะได้พำนักไปด้วยสักระยะ แต่เสี้ยวนาทีนั้นโอกาสที่เปิดให้กับมอร์ริทซ์ และการตัดสินใจอย่างฉับพลันทำให้ทุกอย่างแตกต่างออกไป ฉากชีวิตสุดท้ายของไวโอลินสีเลือดคือการได้อยู่กับนักไวโอลินที่มีชื่อเสียง แต่ก็มิได้เป็นผู้ที่เห็นคุณค่าเธออย่างแท้จริง ตัวตนของเธอไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับเพื่อนใหม่ของเธอ ไม่มีค่ามากไปกว่าตำนานเล่าขานที่ช่วยทำให้ไวโอลินสีเลือดเป็นสมบัติราคาแพงที่ช่วยยกระดับนักดนตรีเศรษฐีคนหนึ่ง
จากจุดเริ่มต้นสู่บทสรุปที่คลี่คลาย The Red Violin ผูกเรื่องและเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้ากันจนประติดประต่อผู้คนและรอยต่อของยุคสมัยออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนรู้สึกว่าหากแก่นของภาพยนตร์ทำออกมาได้อย่างมีประเด็นที่แฝงสารัตถะที่มากกว่าที่เป็นอยู่ คงจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าประทับใจได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามด้วยรูปแบบการดำเนินเรื่องและดนตรีประกอบที่สร้างอารมณ์ชวนติดตามได้มากก็ทำให้แม้ว่านี่จะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำอย่างยาวนานเรื่องหนึ่ง.
| < Prev | Next > |
|---|



