Monday, 19 July 2010 15:06
Edge of Darkness
ปลายทางแห่งความมืด คือแสงสว่างจากปากกระบอกปืน
เรื่องราวอันดำมืดแบบสุดขั้วในสังคม คงไม่มีเรื่องไหนที่จะน่าสนใจมากไปกว่าแง่มุมที่ฉาวโฉ่ซึ่งเกิดจากรัฐบาลอีกแล้ว ความไม่ชอบมาพากลและเงื่อนงำซึ่งเต็มไปด้วยเบื้องหลังแสนจะซับซ้อน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือประชาชน เครื่องมือของนายทุนเศรษฐีและรัฐบาล แม้จะมิได้เป็นเรื่องจริง แต่ภาพยนตร์อย่าง Edge of Darkness ก็ตีแผ่สิ่งที่เสมือนจำลองมาจากความจริง ซึ่งมีอยู่จริงและปฏิเสธไม่ได้สำหรับรัฐบาลผู้ปกครองทุกแห่งหนบนโลกหล้า ลับลมคมในของแต่ละที่อาจจะมีน้อยบ้างมากบ้าง ก็ตามแต่ความฟอนเฟะของโครงสร้างในแต่ะประเทศ และแน่นอนว่าไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่ไม่เคยทำเรื่องสารเลว แม้แต่ไอ้ห่วยแตกจอมปลอมอย่างโอบาม่าก็ตาม นี่ไม่ใช่อะไรที่จินตนาการคาดการณ์ขึ้นมาเอง มันเป็นเช่นนั้นอย่างที่มันเป็น หลักฐานก็คือ สภาพที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้นั่นอย่างไร
Edge of Darkness ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์โทรทัศน์ในชื่อเดียวกันซึ่งออกฉายทาง BBC ในปี 1985 ชั่วไม่กี่อึดใจหลังจากที่เริ่มต้นดำเนินเรื่องของภาพยนตร์ เราจะได้พบกับประสบการณ์อันน่าสะเทือนใจอย่างตั้งตัวแทบไม่ติด และหลังจากนั้นทั้งหมดคือการสืบสาวเงื่อนงำคดีที่ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งพบกับความฉ้อฉลและต่ำทรามของบรรดานายทุนและรัฐบาล
นี่คือภาพยนตร์แนวฟิล์มนัวร์ที่สะท้อนภาพการต่อสู้ของคนที่มีอำนาจเพียงเล็กน้อยกับกลุ่มคนซึ่งเต็มไปด้วยอำนาจราวเทพเจ้าซึ่งสามารถพิพากษาชะตามนุษย์คนใดคนหนึ่งก็ย่อมได้ เบื้องลึกซึ่งอยู่เบื้องหลังคือกระจกเงาที่สะท้อนความเป็นจริงอันกลัดหนองที่เกิดขึ้นบนสังคมโลกขณะนี้ แม้จะไม่ใช่ แต่ก็นับว่าใกล้เคียง

โดยรวมของ Edge of Darkness ดำเนินเรื่องโดยผ่านบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะค่อยๆประติดประต่อเรื่องราวต่างๆให้เป็นที่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้น ดูเผินๆภาพยนตร์อาจจะดูซับซ้อนพอสมควร แต่เมื่อลองทำความพยายามเข้าใจจะพบว่าประเด็นของเหตุการณ์นั้นค่อนข้างเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะจุดเชื่อมโยงอย่างเช่นแผ่นซีดีที่บันทึกคำบอกเล่าของตัวละคร ‘เอ็มม่า คราเวน’ แทบจะเหมือนเป็นสรุปแก่นของเรื่องราวทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้ตั้งใจดูหรือพลาดในฉากใดฉากหนึ่ง ในจุดนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการคลายปมปัญหาทั้งหมดและทำให้เกิดความกระจ่างต่อเนื้อหาของภาพยนตร์
จังหวะของหนังเรื่องนี้มิได้เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นดุเดือดเผ็ดร้อน ดังที่กล่าว เรื่องราวโดยมากดำเนินด้วยบทสนทนาจากความพยายามในการสืบสวนสอบสวนของนักสืบแห่งบอสตันผู้หัวใจสลาย ‘โธมัส คราเวน’ แต่กระนั้นบางช่วงบางตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีฉากที่ระทึกใจแบบไม่ทันตั้งตัว จนสามารถปลุกอารมณ์คนดูให้รู้สึกตื่นตัวกับเนื้อเรื่องอยู่เสมอ ซึ่งฉากเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่มากสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้มีอยู่น้อยเกินไป ทุกอย่างออกมาเป็นจังหวะที่ลงตัวและพอเหมาะพอดีต่อหนังสไตล์นี้ซึ่งเน้นในด้านเนื้อเรื่องที่ต้องการให้คนดูสัมผัสได้ถึงด้านที่เลวร้ายจนถึงก้นบึงในสังคมเมล กิบสัน ซึ่งรับบทโธมัส คราเวน ตำรวจซึ่งต้องสูญเสียลูกสาวไปต่อหน้าต่อตา บุคลิกของกิบสันและแววตาของเขาดูเหมาะกับตัวละครเป็นอย่างมาก กิบสันสื่อความรู้สึกผ่านทางสายตาจนใครๆก็สามารถเข้าใจได้ถึงอารมณ์ของคนที่หัวใจแหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ มันเป็นแววตาของคนที่กำลังพังทลาย สายใยชีวิตที่เชื่อมตัวคนๆหนึ่งในการมีชีวิตและยังคงถูกตรึงไว้กับโลกใบนี้ เมื่อมันขาดสะบั้นลง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไร้ความหมาย
Edge of Darkness ถ่ายทอดประเด็นระหว่างอำนาจดำมืดของสังคมและความอ่อนไหวของคนเป็นพ่อซึ่งสูญเสียได้อย่างสมดุล สิ่งที่ออกมามีเหตุมีผล จากเบื้องหลังความชั่วร้ายซึ่งโยงใยมายังจุดเล็กๆซึ่งถูกผลกระทบอย่างรุนแรง น้ำหนักจากประเด็นหนึ่งถูกถ่ายไปสู่อีกประเด็น จุดเล็กๆอย่างโธมัส คราเวน ซึ่งมีเหตุผลมากพอในการสืบไปจนพบต้นตอแห่งความร้ายกาจ ต้นตอจากเรื่องเล็กๆในมุมมองของผู้มีอำนาจ หากแต่เป็นเรื่องใหญ่มหาศาลสำหรับคนที่เห็นลูกสาวถูกสังหารต่อหน้า ยิ่งโธมัสติดตามแก้แค้นในเรื่องนี้มากเท่าไหร่ โฉมหน้าของความโฉดชั่วก็ยิ่งถูกเปิดโปงมากขึ้นเท่านั้น

โธมัส คราเวน ไม่ได้เป็นเพียงตัวละครเดียวที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะปรากฏและดำเนินเรื่องเป็นหลักก็ตาม ยังมีตัวละครที่น่าสนใจซึ่งปรากฏตัวอยู่เพียงน้อยนิดใน Edge of Darkness นั่นคือ ‘ดาริอุส เจดเบิร์ก’ เจ้าหน้าที่ซีไอเอซึ่งถูกส่งมาเพื่อปิดอำพรางคดีการฆาตกรรมอันอาจจะนำไปสู่การเปิดโปงความลับของรัฐบาล เดิมทีแล้ว ตัวละครนี้มีความตั้งใจที่ผู้รับบทจะให้ โรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นคนเล่น แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น เรย์ วินสโตน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรในการสวมบทเจดเบิร์ก ความนิ่งของวินสโตนถ่ายทอดบทที่รับได้เป็นอย่างดี แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าหากเดอ นีโรเป็นผู้ที่ได้เล่นบทบาทนี้ซึ่งเป็นตัวละครที่ปรากฏเพียงไม่กี่ฉาก แต่เสมือนเป็นหัวใจสำคัญในการปิดฉากคลี่คลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นอาจจะเป็นอะไรที่ออกมาน่าจดจำมากยิ่งขึ้น แต่ในทางหนึ่งก็อาจจะทำให้เนื้อเรื่องถูกเดาทางได้ง่าย
ในการปรากฏตัวของ ดาริอุส เจดเบิร์ก เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่านี่จะเป็นตัวละครที่จะพลิกให้เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู แต่แน่นอนว่าเขาจะต้องมีอิทธิพลต่อเนื้อเรื่องไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง บุคลิกของเจดเบิร์กค่อนข้างเย็นชาสุขุมรอบคอบ เขาจะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเกี่ยวกับตัวเขาอย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่ามันเป็นการจงใจ ในหน้าที่แล้วเขาคือคนที่จะต้องคอยขัดขวางโธมัส คราเวน แต่เขาก็ไม่เคยทำ ทว่าขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรคราเวนทั้งสิ้น
เจดเบิร์กเป็นเหมือนกับปาฏิหาริย์ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยๆในความเป็นจริง เขาคอยเฝ้าดูทุกอย่างด้วยใจที่เย็นยะเยือก คำพูดของเขามีความหมายที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น ต่อหน้าของบรรดาผู้ทรงอำนาจ เจดเบิร์กประกาศตนเป็นผู้บังคับการ ซึ่งนั่นไม่อาจเป็นที่เข้าใจอะไรได้ของคนฟัง คำพูดต่อมาซึ่งประกาศว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าชะตาของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป นั่นก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจอะไรได้เช่นกัน จนกระทั่งสิ้นเสียงกัมปนาท คณะผู้ทรงอำนาจทั้งหมดล้มลงด้วยพิษกระสุนปืน และนั่นก็คือสิ่งที่เข้าใจได้อย่างกระจ่าง
ดาริอุส เจดเบิร์ก ไม่ใช่คนที่ไร้หัวใจ เขาอาจจะเป็นคนที่เข้าใจโธมัส คราเวนได้ดีที่สุด เช่นเดียวกับที่เขาเข้าใจว่าประเทศชาติกำลังเผชิญกับอะไร เขาอยู่ตรงนั้น และสามารถตัดสินให้ทุกอย่างจบลงได้ง่ายๆ ไม่มีข้อกังขาใดๆที่จะไม่ลงมือ.
| < Prev | Next > |
|---|



