Papillon
อิสรภาพที่ถูกข่มขืน
“ปาปิยอง” (Papillon) ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงผีเสื้อ และในวงการสุนัข มันคือชื่อของสุนัข Spaniel ที่เล็กกว่า Spaniel ทั่วไป สุนัขปาปิยองมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีจากการที่บรรดาสตรีสูงศักดิ์มักนิยมนำมาเลี้ยง อย่างเช่น มารี อังตัวเน็ต และ มาดาม ปอมปาดัวร์ ด้วยลักษณะพิเศษของสุนัขปาปิยองที่มีหูละม้ายคล้ายกับปีกผีเสื้อ มันจึงได้ถูกเรียกว่าเป็นสุนัขพันธุ์ปาปิยอง ทว่าอย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่อง Papillon ที่กำลังจะนำมาเล่าให้ฟังในฉบับนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ผมโชว์ภูมิไปข้างต้นแต่อย่างใด
Papillon ไม่ใช่ภาพยนตร์แนวสุนัขเพื่อนรัก ไม่แม้แต่จะมีอะไรที่เกี่ยวกับสุนัขโดยสิ้นเชิง หากแต่นี่คือภาพยนตร์ที่เล่าถึงชีวิตของ ปาปิยอง ชื่อเรียกของชายคนหนึ่งซึ่งตกเป็นเหยื่ออธรรมในระบอบยุติธรรมของสังคม ภาพยนตร์เรื่อง Papillon คือการถ่ายทอดอัตชีวประวัติจากหนังสือของ อองรี ชาเลียริเย่ ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่เขียนเรื่องราวของปาปิยอง และเป็นทั้งเจ้าของเรื่องราวและชื่อเรียก ‘ปาปิยอง’ ชายผู้ถูกตรวนพันธนาการจากคำพิพากษาที่ตัดสินว่าเขาคือผู้กระทำผิดจากคดีฆาตกรรม และประกาศิตจากบัลลังก์คือการยัดให้เขากลายเป็นนักโทษ ฝรั่งเศสสั่งกำจัดปาปิยองด้วยการกักเขาไว้ยังทัณฑนิคมในกิอาน่า บนเกาะที่ยากจะหนีซึ่งมีชื่อเรียกว่า Devil’s Island
The Hurt Locker
ความเจ็บปวดข้างใน
ถ้าไม่ได้สังเกต ก็อาจจะไม่รู้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Kathryn Bigelow ผู้กำกับสาวใหญ่ที่เคยฝากผลงานไว้กับหนังแอ็คชั่นมันระห่ำอย่าง Point Break และ K-19 : The Windowmaker มาก่อน นอกจากนั้นก็ยังมีหนังแนว Sci-Fi เรื่อง Strange Days ซึ่งเป็นหนังที่มีชื่อเสียงพอสมควร โดยมีหนึ่งในผู้เขียนบทและเป็นอดีตสามีของเธอนั่นคือ James Cameron สำหรับ The Hurt Locker ค่อนข้างที่จะต่างออกไปจากหนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นๆที่กล่าวมาของเธอ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะมีความเป็นดราม่ามากกว่าที่จะเห็นฉากสู้รบสงครามที่หวือหวา
The Hurt Locker นั้นก็เช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่เล่าเกี่ยวกับสงครามอิรักเรื่องอื่นๆ แต่ว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ วิลเลียม เจมส์ ทหารระดับ SFC (Sergeant First Class) ซึ่งนั่นคือบุคคลที่ The Hurt Locker จะถ่ายทอดออกมา และนี่คืออีกหนึ่งแง่มุมที่ผู้ชมจะได้มองเห็นภาพอีกส่วนหนึ่ง

L.A.CONFIDENTIAL
ในทุกวงการย่อมจะมีด้านมืด หากวงการใดถูกครอบงำด้วยความมืด ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แสงสว่างจะสามารถยืนหยัดเฉิดฉายแสงของตัวมันออกมากลบความมืดมนอนธการ บางครั้งแสงที่กระจ้อยร่อยต้องถูกกลืนหายกลายเป็นความมืดอย่างจำนน ทว่าสำหรับ ‘เอ็ด เอ็กซ์ลีย์’ ไม่ใช่แสงสว่างประเภทนั้น เขายอมที่จะต่อต้านสภาวะความมืดอย่างไม่กลัวเกรงต่อผลกระทบที่จะตามมา
เอ็กซ์ลีย์ เป็นตำรวจที่ชาญฉลาดและอนาคตไกล เขาเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วด้วยการให้ปากคำเกี่ยวกับการที่ตำรวจคนอื่นๆพากันรุมทำร้ายผู้ต้องหา แม้ว่าสิ่งที่ตามมาจะทำให้เขากลายเป็นคนที่ถูกตำรวจทั้งโรงพักเกลียด แต่เอ็กซ์ลีย์เชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
‘บัด ไวท์’ คือตำรวจที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับเอ็กซ์ลีย์ จุดเด่นของเขาไม่ใช่การเป็นนักเจรจาต่อรองเช่นเอ็กซ์ลีย์ แต่จุดแข็งของเขาที่ทำให้จุดอ่อนแบบนั้นเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรนักก็คือความห่ามและบ้าบิ่น
2001 : A SPACE ODYSSEY
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วเกิดง่วงนอน คุณอาจต้องใช้ความพยายามในการดูถึง 4 ครั้ง กว่าที่จะไปถึงตอนจบ โดยที่แต่ละครั้งคุณฝืนความง่วงได้ไม่เกิน 20 นาที ก่อนที่จะปิดเครื่องเล่นดีวีดีแล้วติดค้างไว้ดูอีกครั้งในวันต่อไป และสุดท้ายเมื่อความพยายามของคุณพาให้คุณทนดูไปได้ถึงตอนจบของภาพยนตร์ หากเกิดมีความรู้สึกที่ว่าไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรได้อย่างกระจ่างสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ และอย่าเพิ่งโทษความสามารถทางการวิเคราะห์หรือความสามารถในการทำความเข้าใจที่คุณมี มันไม่ใช่ความอ่อนด้อยของคุณเอง เพียงแต่ภาพยนตร์เรื่อง 2001 : A Space Odyssey เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความตั้งใจดูเป็นพิเศษ รวมถึงต้องผสมจินตนาการและการตีความอีกพอสมควร ซึ่งหากใครที่กำลังดูหนังเรื่องนี้ในอารมณ์ที่พร้อมจะดู ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสามารถตามเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ทันพร้อมๆกับสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อออกมาได้ดีขึ้น
โหยหาที่จะบินหนี / เรียนรู้เพื่อจะกลับ
เมื่อใครสักคนภายในสังคมเริ่มรู้สึกตัว จากการได้สัมผัสกับสิ่งที่แตกต่างไปจากสภาพภววิสัยอย่างที่โลกเป็นอยู่ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ แนวความคิด ประเภทที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องจิตวิญญาณ ต่อความเป็นสัจนิยม ปัจเจกนิยม ใครคนนั้นอาจจะปฏิเสธสภาพที่เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย ความวุ่นวาย การให้ความสำคัญต่อชิ้นวัตถุ การมีชีวิตที่สุขสบายภายใต้กรอบของกฎเกณฑ์ทางสังคม ภายใต้กรอบของสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเครื่องอุปโภคบริโภคที่ถูกตีค่าให้เป็นสิ่งจำเป็น ใครคนนั้นอาจอยากรู้สึกหนีไปให้ไกลจากเรื่องเหล่านี้ แปลกแยกตนเอง ปลีกไปในโลกของตนเอง
คงมีไม่น้อยในสังคมปัจจุบัน สำหรับใครก็ตามที่บังเอิญค้นพบกับมุมมองอีกมุมมองหนึ่งซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับความเป็นไปของทิศทางทางสังคม แต่ว่าจะมีใครบอกได้ว่าความคิดเช่นนี้คือสัจธรรม ใครจะกล้าบัญญัติแนวความคิดเช่นนี้ว่าเป็นความจริงที่จริงแท้ แม้ว่ามองเผินๆนั่นอาจจะเป็นความคิดที่ดูเข้าท่า มีสิ่งที่เป็นความสงบสุข ปราศจากการดิ้นรน อยู่ได้โดยวิถีแห่งธรรมชาติตามสัญชาตญาณ หิวก็กิน อิ่มก็นอน ทว่านี่อาจจะไม่ใช่สัจธรรมอย่างแท้จริงก็เป็นได้ เช่นเดียวกับสภาพสังคมทุกวันนี้ก็อาจจะไม่ใช่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของการดำรงอยู่ร่วมในสังคมอย่างที่มันเป็น หรือแนวคิดที่ต้องการปลีกหนีไปจากสังคมอย่างที่มันเป็น สิ่งที่เป็นอยู่ของแนวคิดทั้งสองนี้ก็เพียงแค่มุมมองจากประสบการณ์และความต้องการคนละด้าน...





