Predators
เร็วจนไร้ความหมาย
ปกติแล้วผมไม่ค่อยหลวมตัวดูหนังในโรงภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์แนวนี้บ่อยนัก แต่ด้วยชื่อของ โรเบิร์ต รอดริเกซ คืออะไรที่เชิญชวนและคิดว่าน่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ให้ลิ้มลองกับหนังอย่าง Predator ซึ่งออกมาแล้วหลายต่อหลายภาค และถึงแม้จะบอกว่าผมไม่ได้เป็นแฟนหนังภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่พอคิดๆดูแล้วผมก็ได้ดูมาครบทุกภาคอยู่เหมือนกัน ใน 6 – 7 ภาคของ Predator มี 2 ภาคที่ผมหลวมตัวเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ คือ Alien vs. Predator : Requiem และก็ล่าสุดคือ Predators ที่กำลังฉายกันอยู่ขณะนี้ สำหรับผมหนังตระกูล Predator ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่เลวร้ายอะไรนัก ดูเพลินๆก็ให้อารมณ์บันเทิง สนุกสนานได้พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับประทับใจหรือตราตรึง ด้วยเนื้อเรื่องซึ่งส่วนใหญ่มักจะเน้นในด้านการเอาชีวิตรอดของตัวละครจากการไล่ล่าของอสุรกายต่างดาวที่ชื่อ Predator โครงเรื่องไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อนสักเท่าไหร่ และฉากเอฟเฟ็กต์ส่วนใหญ่ก็งั้นๆ เรียกว่าเป็นหนังที่ขายคาแรคเตอร์ของตัว Predator ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากก็ไม่ผิด
The Red Violin
ชะตากรรมข้ามศตวรรษ
ในปี 1999 มีภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 3 เรื่อง จาก 3 เวที แต่ละเรื่องล้วนเป็นหนังที่ถึงตอนนี้หลายคนต่างรู้จักกันดี บนเวที Golden Globe หนังที่ได้รางวัลนี้ไปคือ The Legend of 1900 ขณะที่ BAFTA Award คือภาพยนตร์เรื่อง American Beauty แต่แน่นอนว่าดนตรีจากภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่จดจำได้มากที่สุดมาจากหนังเรื่อง The Red Violin โดยชนะรางวัลนี้จาก Academy Award ด้วยท่วงทำนองของดนตรีที่ให้อารมณ์ชวนตื่นเต้นหลงใหล ลีลาที่รุกเร้าของเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน มนต์ขลังของดนตรีคลาสสิกโดยฝีมือนักประพันธ์ฝีมือฉกาจเจ้าของรางวัล BAFTA Anthony Asquith Award ในปี 1986 จากภาพยนตร์ที่ Al Pachino แสดงนำเรื่อง Revolution และล่าสุดรางวัลจาก Grammy Award เมื่อปี 2009 จากอัลบั้ม Mr. Tambourine Man: Seven Poems of Bob Dylan
The A-Team
ถ้าจะมีหนังเรื่องไหนในช่วงนี้ที่สมองของคนดูไม่ต้องแบกรับความหนักอึ้งกับเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน อาศัยแต่เพียงอารมณ์ที่ปลดปล่อยไปกับความตื่นเต้นและถล่มทลายอันปรากฏขึ้นบนจอภาพยนตร์ นั่นก็ต้องเป็นหนังเรื่องนี้ The A-Team
The A-Team คือหนังแอ็คชั่นที่สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดูในการได้เห็นฉากอันตื่นตาตื่นใจจากเหล่าบรรดาตัวเอกที่เข้าถล่มกลุ่มวายร้ายได้อย่างราบรื่น อุปสรรคที่เกิดขึ้นทุกอย่างแทบจะเป็นสิ่งที่ไร้อุปสรรคโดยสิ้นเชิงเพราะความแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานของกลุ่มที่มีชื่อว่า A-Team ดังนั้นความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องราวการต่อสู้ที่ต้องคอยลุ้นหรือเอาใจช่วยให้ตัวเอกทั้งหลายเอาชนะอุปสรรคไปได้ดังเช่นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายบทสรุปตัวเอกก็ชนะวันยังค่ำ หากแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการตอบสนองอารม์คนดูให้บังเกิดความสะใจต่อความระห่ำและบ้าคลั่งของหน่วยรบพิเศษกลุ่มนี้
The Prince of Persia : The Sands of Time
สาย สัมพันธ์ต่างสายเลือด

เท่าที่รู้คือมนุษย์ไม่สามารถย้อนเวลาที่จะกลับไปแก้ไขอดีตได้ และเท่าที่รู้ไม่มีเครื่องมืออะไรเช่นที่ปรากฏในภาพยนตร์ซึ่งเป็นเสมือนทางลัดให้มนุษย์หลุดพ้นรอยอัปยศจากอดีต ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าแค่จินตนาการโลดโผนที่เต็มไปด้วยการผจญภัยที่สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ ดั่งเช่นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องของ Jerry Bruckheimer ที่ผ่านมา
Invictus
ผู้ก่อการร้ายแห่งอาฟริกาใต้
มีคำกล่าวว่า “หากพูดดีๆกันไม่รู้เรื่อง มันก็จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังกันบ้างล่ะทีนี้” บางครั้งกำลังเป็นสิ่งที่ได้ผล บางครั้งก็ไม่ ความรุนแรงอาจก่อให้เกิดผลสำเร็จได้ในระยะสั้น เป็นทางลัดที่ควรคิดเป็นลำดับขั้นสุดท้ายในกรณีที่การโอภาปราศรัยไม่เกิดมรรคผล และแม้ว่ามันจะมิได้เป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เอาเสียจริงๆว่า การใช้กำลังความรุนแรงแทนการพูดจาที่ล้มเหลว เป็นสิ่งที่หลายครั้งในประวัติศาสร์แสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นอะไรที่เข้าทีดีอยู่เหมือนกัน





